ต้นฝาง

ต้นฝาง

ฝาง ชื่อสามัญ Sappan หรือ Sappan tree

ฝาง ชื่อวิทยาศาสตร์ Caesalpinia sappan L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Biancaea sappan (L.) Tod.) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

สมุนไพรฝาง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขวาง, ฝางแดง, หนามโค้ง (แพร่), ฝางส้ม (กาญจนบุรี), ฝางเสน (ทั่วไป, กรุงเทพฯ, ภาคกลาง), ง้าย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ลำฝาง (ลั้วะ), สะมั่วะ (เมี่ยน), โซปั้ก (จีน), ซูมู่ ซูฟังมู่ (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของต้นฝาง

ต้นฝาง จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง หรือเป็นไม้พุ่ม หรือไม้พุ่มกึ่งไม้เถาผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 5-13 เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามแข็งและโค้งสั้น ๆ อยู่ทั่วไป ถ้าเนื้อไม้หรือแก่นเป็นสีแดงเข้มและมีรสขมหวานจะเรียกว่า “ฝางเสน” แต่ถ้าแก่นไม้เป็นสีเหลืองส้มและมีรสฝาดขื่นจะเรียกว่า “ฝางส้ม” พรรณไม้ชนิดนี้เป็นไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย มักจะพบพรรณไม้ชนิดนี้ได้ตามป่าละเมาะ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และตามเขาหินปูน

ใบฝาง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นออกเรียงสลับ แก่นช่อใบยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร มีช่อใบย่อยประมาณ 8-15 คู่ และในแต่ละช่อจะมีใบย่อยประมาณ 5-18 คู่ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน มีขนาดกว้างประมาณ 5-10 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 8-20 มิลลิเมตร ปลายใบย่อยกลมถึงเว้าตื้น โคนใบตัดและเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ แผ่นใบมีลักษณะบางคล้ายกระดาษ ใบเกลี้ยงหรือมีขนบ้างประปรายทั้งสองด้าน ก้านใบมีขนาดสั้นมากหรือไม่มีก้านใบ และมีหูใบยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร หลุดร่วงได้ง่าย

ดอกฝาง ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง โดยจะออกที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง และจะออกรวมกันเป็นช่อ ๆ ช่อดอกยาวได้ถึง 40 เซนติเมตร มีใบประดับลักษณะเป็นรูปใบหอก ร่วงได้ง่าย ยาวประมาณ 5-8 มิลลิเมตร ปลายเรียวแหลมและมีขน ส่วนก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1.2-1.8 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่ม มีข้อต่อหรือเป็นข้อที่ใกล้ปลายก้าน ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบเกลี้ยงที่ขอบมีขนครุย ขอบกลีบเกยซ้อนทับกัน โดยกลีบเลี้ยงล่างสุดจะมีขนาดใหญ่สุดและเว้ามากกว่ากลีบอื่น ๆ ส่วนกลีบดอกเป็นสีเหลืองมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ มีขนาดกว้างประมาณ 6-10 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 9-12 มิลลิเมตร ผิวและขอบกลีบย่น โดยกลีบกลางจะมีขนาดเล็กกว่า มีก้าน กลีบด้านในมีขนจากโคนไปถึงกลางกลีบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 ก้าน แยกจากกันเป็นอิสระ ส่วนก้านชูอับเรณูมีขน รังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบ มีขนสั้นนุ่ม มีช่อง 1 ช่องและมีออวุล 3-6 เม็ด โดยจะออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม

ผลฝาง ผลเป็นฝักรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ฝักแบนแข็งเป็นจะงอยแหลม เป็นสีน้ำตาลเข้ม มีขนาดกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-8.5 เซนติเมตร และส่วนที่ค่อนมาทางโคนฝักจะสอบเอียงเล็กน้อย และด้านปลายฝักจะผายกว้างและมีจะงอยแหลมที่ปลายด้านหนึ่ง ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 2-4 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปรี มีขนาดกว้างประมาณ 0.8-1 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.5-1.8 เซนติเมตร โดยจะเป็นผลในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤษภาคม

 

ประโยชน์ของฝาง

  1. ชาวเมี่ยนจะใช้กิ่งแก่นำไปต้มกินเป็นน้ำชา
  2. ในปัจจุบันมีการนำมาแปรรูปเป็นน้ำดื่มสมุนไพรฝาง มีทั้งในรูปแบบพร้อมดื่มและแบบชง โดยช่วยบรรเทาอาการร้อนใน แก้เสมหะ บำรุงโลหิต แก้เลือดกำเดา
  3. แก่นไม้เมื่อนำมาต้มกับน้ำดื่มผสมกับใบเตยหรือผลมะตูม จะช่วยให้มีสีสันสวยงาม
  4. น้ำต้มจากแก่นฝางแดงจะให้สีแดงที่เรียกว่า Sappanin นิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมหลักของน้ำยาอุทัย ผสมในน้ำดื่ม สีผสมอาหาร และนิยมนำมาย้อมสีผ้าไหม ผ้าฝ้าย และผ้าขนสัตว์ ส่วนฝางส้มจะนำมาต้มสกัดสาร Haematexylin ใช้ย้อมสีนิวเคลียสของเซลล์
  5. นอกจากจะใช้เนื้อไม้ในการย้อมสีแล้ว ยังนำมาทำเป็นสีทาตัวสำหรับงานเทศกาลในอินเดียอีกด้วย ซึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาเนื้อไม้ของต้นฝางถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ เป็นเครื่องบรรณาการอย่างหนึ่ง รวมทั้งเคยเป็นสินค้าผูกขาดของรัฐอย่างหนึ่ง
  6. รากของต้นฝางจะให้สีเหลืองที่ใช้ทำสีย้อมผ้าและไหมได้ หรืออาจใช้เป็นสีผสมอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ ก็ได้
  7. ภูมิปัญญาชาวบ้านจะใช้แก่นของต้นฝาง (ที่เหลาเป็นไม้จิ้มฟัน) ไปตอกลงบนต้นขนุนจนถึงเนื้อไม้ จะไปกระตุ้นให้ขนุนติดลูกบริเวณที่เราตอกลงไป
  8. เนื้อไม้นำมาใช้ทำเป็นเครื่องเรือนชั้นดี ตกแต่งชักเงาได้ดี โดยสีของเนื้อไม้จะออกแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม
  9. ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับหรือปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงา (เป็นไม้ที่ให้ร่มเงาขนาดเล็ก) แต่ต้องหมั่นตัดกิ่งที่เลื้อยพันออกเพื่อให้เป็นทรงตามต้องการ เมื่อออกดอกจะออกดอกดกสีเหลืองงามอร่ามเด่นชัด และยังนิยมปลูกเป็นแนวรั้วบ้านตามชนบท[6],[8],[10]

ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรฝาง

ฝางมีฤทธิ์เป็นยาขับประจำเดือน ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด จึงไม่ควรนำไปใช้กับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์

ที่มา : https://medthai.com/ฝาง/

โพสท์ใน คลังบทความ | ใส่ความเห็น

ศรีตรัง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jacaranda filicifolia        (Anderson) D.Don

วงศ์ :  BIGNONIACEAE

ชื่อสามัญ :  Jacaranda

ชื่ออื่น :  แคฝอย (กรุงเทพฯ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :  ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 4-10 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดโปร่ง เปลือกสีน้ำตาลอมขาว แตกล่อนเป็นแผ่นบางตามยาวคล้ายกระดาษ ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น เรียงตรงกันข้าม ใบย่อย 12-21 คู่ เรียงตรงข้าม ใบรูปขอบขนานแกมรูปเหลี่ยมข้าวหลามตัด มีขนาดเล็ก กว้าง 0.5-0.7 ซม. ยาว 1-1.5 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว เส้นแขนงใบข้างละ 4-5 เส้น ก้านใบหลักยาว 7-11 ซม. ก้านใบประกอบยาว 4-8 มม. ไม่มีก้านใบย่อย ดอก สีม่วงอ่อน มีกลิ่นหอมอ่อน ออกเป็นช่อแบบกระจุกแยกแขนงตามกิ่งและซอกใบ ใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 5-9 ซม. กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีม่วงเข้มปลายแยก 5 แฉก ดอกบานเต็มที่กว้าง 1.5-2.5 ซม. ผลแห้งแตกเป็นฝักสีน้ำตาลอ่อน กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 2.2-2.5 ซม. เมล็ดมีปีกจำนวนมาก

ศรีตรัง มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้ จะออกดอกประมาณเดือน มกราคม-มีนาคม  เป็นผลประมาณเดือน เมษายน-พฤษภาคม

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ

หมายเหตุ : ศรีตรังมีอยู่ 2 ชนิด ด้วยกันคือ

  1. ชนิดที่มีช่อดอกเกิดที่ปลายยอด มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Jacaranda minosifolia  D.Don
  2. ชนิดที่มีช่อดอกเกิดที่ซอกใบตามกิ่งและปลายยอด มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Jacaranda filicifolia  D.Don ชนิดที่นิยมปลูกกันโดยทั่วไปในประเทศไทยได้แก่ชนิดที่ 2 ( Jacaranda filicifolia D.Don

ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้น วงศ์เดียวกับชมพูพันธุ์ทิพย์ สูงประมาณ 4-10 เมตร จากวิกีพีเดียบอกว่า เจ้าต้นศรีตรังนี้มี 2 ชนิดด้วยกัน คือ ชนิดที่มีช่อดอกที่ปลายยอด กับชนิดที่มีช่อดอกออกตามซอกใบตามกิ่งก้านและปลายยอด ซึ่งเป็นชนิดที่นิยมปลูกกันในบ้านเรา ทรงพุ่มค่อนข้างโปร่ง ถ้าจะปลูกไว้เป็นร่มเงาอาจจะพึ่งพาอะไรไม่ได้มากค่ะ เพราะเวลาที่เขาออกดอก เขาจะทิ้งใบทั้งต้นเหลือแต่ดอกไว้อย่างเดียว

ลักษณะใบ : เป็นใบเรียวคล้ายขนนก ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว ใบเล็กละเอียดคล้ายใบต้นนนทรีย์

ลักษณะดอก :  ดอกสีม่วงอ่อน รูปร่างคล้ายปากแตร มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วยแต่ก็ไม่เคยได้กลิ่นเหมือนกัน มักจะออกดอกเป็นช่อ มองไกลๆ เหมือนกระจุกสีม่วงกระจายอยู่ตามกิ่งและซอกใบโดยเฉพาะส่วนยอด ดอกมีลักษณะเป็นหลอดสีม่วงเข้ม ปลายแยกเป็น 5 แฉก จะได้เห็นดอกสีม่วงอ่อนๆ ประมาณเดือนมกราคม-มีนาคมแต่ต้นจะผลัดใบเหลือไว้แต่ดอกสีม่วงอ่อนบนต้นเป็นภาพที่สวยหวานมากๆ แต่พอล่วงเข้าเดือนเมษายน-พฤษภาคม ดอกก็จะร่วงเหลือเป็นผลแก่

การดูแลรักษา : เป็นไม้ปลูกง่าย สามารถอยู่ได้กับดินทุกชนิด ชอบแดดจัด กลางแจ้ง แต่ก็ต้องการน้ำและความชื้นพอสมควร การเพาะขยายพันธุ์จะใช้การเพาะเมล็ด

การนำไปใช้ : คนจะนิยมปลูกเป็นไม้ประดับlสำหรับบ้านที่พอมีพื้นทีสวนแล้วอาศัยกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยมากับลม หรือบางคนก็ปลูกริมรั้ว ในต่างประเทศจะนิยมปลูกข้างทางเรียงเป็นทิวแถวไปตามแนวถนนค่ะ ตอนออกดอกก็ดูสวยดี แต่พอถึงตอนดอกร่วงโรยนี่ซิ ร่วงเต็มพื้นเช่นเดียวกัน โคนต้นจะกลายเป็นสีม่วงไปหมด ต้องเก็บกวาดดอกที่ร่วงกันยกใหญ่เพราะถ้าปล่อยให้เน่าก็ไม่ค่อยไม่น่ามองเท่าไหร่ นอกจากนี้ ชาวอียิปต์โบราณยังใช้ไม้จากต้นศรีตรังเอาไปทำเปียโน ส่วนน้ำที่คั้นได้จากดอกยังมีสรรพคุณทางการแพทย์ ช่วยยั้บยั้งการเติบโตของเชื้อโรคได้อีกด้วย

ที่มา : https://sites.google.com/site/swnphvssastr54m540140/

โพสท์ใน คลังบทความ | ใส่ความเห็น

กิจกรรมศูนย์ฝึกอบรม

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ศูนย์ฝึกอบรมที่ ๔ (เชียงราย)
Email : Center4chiangrai@gmail.com
ภาพบรรยากาศ...
วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เวลา 10.00 น.
นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมผู้ติดตาม ได้มาตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกอบรมที่ 4 (เชียงราย) โดยมีผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมที่ 4 (เชียงราย) และพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ ภาพกิจกรรม...
โครงการสัมนา เรื่อง มาตรฐานทางจริยธรรม ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน รุ่นที่ ๒ ภาพกิจกรรม...
เขียนบน โดย admin | ใส่ความเห็น

ศูนย์ความรู้

ด้วงกว่างชน

ศรีตรัง

บุนนาค

ทากดูดเลือด

เขียนบน โดย admin | ใส่ความเห็น